ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

สังคมผู้สูงอายุที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ปัญหาหลักคือ ความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางร่างกาย สายตาฟ่าฟาง การเคลื่อนไหวลำบากไม่เหมือนวัยเด็กหรือหนุ่มสาว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการคิดค้นนวัตกรรมหรือการบริการขึ้นมารองรับเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะบางอย่างไม่สามารถใช้งานร่วมกับวัยอื่นได้อันเนื่องมาจากสภาพร่างกายที่ต้องการได้รับการทะนุถนอมเป็นพิเศษและเพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมดในอีก 6 ปีข้างหน้า จึงเกิดธุรกิจในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งแบบไป-กลับ แบบประจำ และโดยเฉพาะการดูแลที่บ้านเนื่องจากผู้สูงอายุร้อยละ 90 ชอบอยู่ติดบ้าน หรือบางรายเป็นผู้ป่วยติดเตียงโดยหากไปทำการรักษาหรือดูแลในสถานพยาบาลจะมีค่ารักษามากกว่า 3เท่า เพราะปัจจุบันค่าใช้บริการหากคิดเป็นรายวันจะอยู่ที่ 800-1,000 บาท ส่วนรายเดือนอยู่ที่กว่า 10,000-25,000 บาทนี่ยังไม่รวมค่าบริการเสริมอื่นๆ อาทิ ค่าเฝ้าไข้ ค่าบริการรับ-ส่ง ทำให้เกิดเป็นธุริกจ home care หรือการดูแลที่บ้านขึ้น ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหวกับผู้สูงวัยและเป็นตัวช่วยในการทานยา การพบแพทย์ด้วย แต่ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาได้ขยายหน้าที่ของผู้ให้บริการสามารถช่วยเหลือด้านอื่นเข้ามาด้วย เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลอย่างครบวงจร อาทิ การทำงานบ้าน การประกอบอาหารและการทำกิจกรรมคลายเรียดร่วมกับผู้สูงวัย ธุรกิจนี้แม้จะมีขนาดเล็กแต่ปัจจุบันในไทยกำลังขยายตัวเป็นอย่างมากเพราะเป็นธุรกิจที่ลงทุนต่ำและการบริการจัดการไม่ซับซ้อน บางรายมองว่าอาจจะดีพอๆหรือดีกว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพราะมีค่าใช้จ่ายถูกว่าร้อยละ 10 แต่หลายครอบครัวอาจจะยังกังวลอยู่บ้างเพราะการจะหาผู้ดูแลให้มีเคมีเข้ากันกับผู้สูงอายุนั้นมีความจำเป็นแม้จะมีการอบรมพัฒนาศักยภาพก่อนการลงสนามดูแลก็ตาม แต่ธุรกิจโฮมแคร์ก็มีการพัฒนาให้มีการวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของผู้สูงอายุและผู้ดูแลแต่ละรายก่อน โดยใช้ระบบ IT ในการจับคู่ ซึ่งเริ่มมีการใช้แพร่หลายในสหรัฐอเมริกาอีกทั้งยังมีการบันทึกการดูแลในแต่ละวันซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการดูแลต่อของลูกหลาน รวมถึงมีการรวบรวมข้อมูลและความสามารถของผู้ดูแลไว้เพื่อให้ลูกหลานที่จะเลือกใช้บริการได้ศึกษาก่อน ทำให้เกิดความเชื่อใจและลดอัตราการเกิดความเครียดในผู้สูงอายุ