ข้อดีของการทำ Interactive Content

1. Real User Data : ด้วยการทำ Interactive Content ทำให้นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูลของผู้ใช้มาได้ด้วย ด้วยการที่มีเครื่องมือนี้สามารถมาวิเคราะห์ Perserna ของผู้ใช้ซึ่งสามารถทให้เราได้เหตุผลต่าง ๆ หรือข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคที่สามารถทำให้เข้าใจได้ว่าผู้บริโภคเข้ามาที่เนื้อหานี้เพราะอะไร กดเล่นตรงไหน มีความสนใจอะไรบ้าง และมีความเห็นอย่างไร ซึ่งสามารถทำให้เข้าใจผู้บริโภคได้มากขึ้นนอกจากการใช้ข้อมูล demographc หรือ social listening ต่าง ๆ ออกมา

2, เพิ่ม Engagement rate : แน่นอนการทำ Interactive Content นั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ต้องมการกระทำต่าง ๆ กับ Cotnent นั้นออกมา สิ่งนี้เองทำให้เกิด Engagement ต่าง ๆ เกิดขึ้นเพิ่มได้อย่างมาก เพราะผู้เล่นจะใช้เวลาและใช้ปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหานั้นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังสามารถส่งผลไปถึงการแชร์ต่อไปได้อย่างมากอีกด้วย เนื้อหาที่เป็น Interactive Content เหล่านี้สามารถเชื่อมกับผู้บริโภคได้ สามารถทำให้ผู้บริโภคติดแบรนด์ขึ้นมาแถมเพิ่มศักยภาพของ Conversion rate ได้ด้วย

3. Remarketing : ด้วยข้อมูลที่เก็บจาก Interactive Content นั้นสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาสร้างการทำ Remarketing ต่อได้ด้วย เพราะข้อมูลที่เก็บมาในขั้นต้นสามารถเอาสมาร5สร้าง Persenalised Content ต่อไปให้กับคนที่เข้ามาเล่นเนื้อหานั้น ๆ จากความชอบหรือ interactive ที่ชอบได้ ทำให้แบรนด์สามารถสามารถสร้างความสนใจหรือครองความสนใจผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ด้วยข้อดีต่าง ๆ นั้น การทำ Interactive Content สามารถเอามาประยุกต์ในการทำให้แบรนด์มีความน่าสนใจต่าง ๆ เข้าไปได้ หรือสามารถแสดงผลเนื้อหายาก ๆ ออกมาสู่การทำ Interactive ที่ทำให้ย่อยได้ง่ายมากขึ้น

ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

สังคมผู้สูงอายุที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ปัญหาหลักคือ ความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางร่างกาย สายตาฟ่าฟาง การเคลื่อนไหวลำบากไม่เหมือนวัยเด็กหรือหนุ่มสาว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการคิดค้นนวัตกรรมหรือการบริการขึ้นมารองรับเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะบางอย่างไม่สามารถใช้งานร่วมกับวัยอื่นได้อันเนื่องมาจากสภาพร่างกายที่ต้องการได้รับการทะนุถนอมเป็นพิเศษและเพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมดในอีก 6 ปีข้างหน้า จึงเกิดธุรกิจในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งแบบไป-กลับ แบบประจำ และโดยเฉพาะการดูแลที่บ้านเนื่องจากผู้สูงอายุร้อยละ 90 ชอบอยู่ติดบ้าน หรือบางรายเป็นผู้ป่วยติดเตียงโดยหากไปทำการรักษาหรือดูแลในสถานพยาบาลจะมีค่ารักษามากกว่า 3เท่า เพราะปัจจุบันค่าใช้บริการหากคิดเป็นรายวันจะอยู่ที่ 800-1,000 บาท ส่วนรายเดือนอยู่ที่กว่า 10,000-25,000 บาทนี่ยังไม่รวมค่าบริการเสริมอื่นๆ อาทิ ค่าเฝ้าไข้ ค่าบริการรับ-ส่ง ทำให้เกิดเป็นธุริกจ home care หรือการดูแลที่บ้านขึ้น ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหวกับผู้สูงวัยและเป็นตัวช่วยในการทานยา การพบแพทย์ด้วย แต่ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาได้ขยายหน้าที่ของผู้ให้บริการสามารถช่วยเหลือด้านอื่นเข้ามาด้วย เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลอย่างครบวงจร อาทิ การทำงานบ้าน การประกอบอาหารและการทำกิจกรรมคลายเรียดร่วมกับผู้สูงวัย ธุรกิจนี้แม้จะมีขนาดเล็กแต่ปัจจุบันในไทยกำลังขยายตัวเป็นอย่างมากเพราะเป็นธุรกิจที่ลงทุนต่ำและการบริการจัดการไม่ซับซ้อน บางรายมองว่าอาจจะดีพอๆหรือดีกว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพราะมีค่าใช้จ่ายถูกว่าร้อยละ 10 แต่หลายครอบครัวอาจจะยังกังวลอยู่บ้างเพราะการจะหาผู้ดูแลให้มีเคมีเข้ากันกับผู้สูงอายุนั้นมีความจำเป็นแม้จะมีการอบรมพัฒนาศักยภาพก่อนการลงสนามดูแลก็ตาม แต่ธุรกิจโฮมแคร์ก็มีการพัฒนาให้มีการวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของผู้สูงอายุและผู้ดูแลแต่ละรายก่อน โดยใช้ระบบ IT ในการจับคู่ ซึ่งเริ่มมีการใช้แพร่หลายในสหรัฐอเมริกาอีกทั้งยังมีการบันทึกการดูแลในแต่ละวันซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการดูแลต่อของลูกหลาน รวมถึงมีการรวบรวมข้อมูลและความสามารถของผู้ดูแลไว้เพื่อให้ลูกหลานที่จะเลือกใช้บริการได้ศึกษาก่อน ทำให้เกิดความเชื่อใจและลดอัตราการเกิดความเครียดในผู้สูงอายุ

ประโยชน์ของงานกล้องระดับ

การทำระดับเป็นกระบวนการในการหาความสูงของจุด หรือความแตกต่างของความสูงของจุดที่ต้องการ งานนี้มีความสาคัญสาหรับการได้มาซึ่งข้อมูลที่จาเป็นสาหรับการทาแผนที่ภูมิประเทศ การออกแบบทางวิศวกรรมและการก่อสร้าง

ประโยชน์ของงานกล้องระดับ
1. ใช้หาข้อมูลเพื่อการออกแบบทางหลวง ทางรถไฟ และคลองส่งน้า/ระบายน้า
2. กาหนดค่าระดับเพื่อให้งานก่อสร้างตรงตามแบบแปลนที่กาหนด
3. คานวณปริมาตรดิน (Earth Work) ตัดและดินถมเพื่อการประมาณราคา
4. เป็นวิธีการสารวจและศึกษาลักษณะของระบบระบายน้าในพื้นที่
5. ทาแผนที่ภูมิประเทศแสดงทรวดทรง หรือความสูงต่าของพื้นที่เพื่อประโยชน์ในการวางแผนงาน
กล้องระดับเป็นเครื่องมือที่ใช้หาความสูงของระดับที่จุดต่างๆ เปรียบเทียบกับจุดที่ทราบความสูงหรือสมมุติค่าความสูงเอาไว้แล้ว
กล้องระดับมีหลายชนิด และหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบและผลิตกล้องออกมาให้เหมาะกับงานแต่ละประเภทซึ่งผู้ใช้กล้องจะด้องเลือกใช้ให้ถูกกับงาน
อย่างไรก็ตามกล้องระดับชนิดต่างๆ จะต้องประกอบด้วยอุปกรณ์พื้นฐานสำคัญที่เหมือนกันดังต่อไปนี้
1.ใช้วัดระดับความสูงจากพื้นดิน
2.ใช้สำรวจพื้นที่สร้างถนน
ส่วนประกอบของกล้อง
-Eyepiece คือ ช่องมองภาพ
-Focus Adjust คือ ควงปรับระยะโฟกัส
-Foot screw คือ ควงปรับระดับฟองกลม
-Base plate คือ ฐานกล้อง
-Tripod คือ ขาตั้งกล้องสำรวจ
-Spherical Level คือ หลอดระดับฟองกลม
-Gun sight คือ ก้านเล็งแนว

เป็นกล้องระดับที่มีแต่หลอดระดับฟองกลมสำหรับการตั้งระดับของกล้องคร่าวๆ ไม่มีการตั้งหลอดระดับฟองยาว แต่หลังจากการตั้งระดับฟองกลมแล้ว กล้องจะทำการตั้งระดับเองโดยอัตโนมัติด้วยระบบ Compensator นี้จะประกอบด้วยชุดของปริซึมสามตัวตั้งอยู่ระหว่างเลนส์ปรับภาพ (Focusing Lens) และกระจกระนาบสาย (Diaphragm) ปริซึมสองตัวทางด้านข้างจะถูกยึดติดกับลำกล้อง ในขณะที่ปริซึมตัวกลางจะเป็นปริซึมแขวนลอยด้วยลวดสปริง (Suspended Prism) เมื่อพื้นดินสั่นสะเทือน หรือ มีลมพัดแรงจนตัวกล้องสั่นและแนวเล็งเอียงทำมุมเล็ก ๆ ไม่เกิน 15 ลิปดา กับระนาบราบ ปริซึมตัวที่แขวนลอยอยู่ก็จะแกว่ง และถูกปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเสมอด้วยแรงดึงดูดโลก กล้องที่เอียงขึ้นและเอียงลงเล็กน้อยตามลำดับ แต่แนวเล็งก็ถูกปรับให้อยู่ในแนวราบจนได้โดยการแกว่งตัวเล็กน้อยของ Compensator ในตำแหน่งที่เหมาะสม

บ้านน็อคดาวน์ คือ ระบบที่นำเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปประกอบติดตั้งในพื้นที่

ระบบบ้านน็อคดาวน์หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า บ้านน็อคดาวน์ คือ ระบบที่นำเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปประกอบติดตั้งในพื้นที่ และสามารถถอดประกอบได้ ปัจจุบันบ้านน็อคดาวน์ส่วนใหญ่นิยมใช้โครงสร้างบ้าน จากไม้, เหล็ก และคอนกรีต หลายคนเคยเห็นรูปแบบของบ้านน็อคดาวน์จากอินเตอร์เน็ต หรือ สื่อต่างๆ และคิดว่าเป็นระบบการประกอบที่สามารถสร้างได้แต่บ้านแบบเล็ก

แต่เปล่าเลย บ้านสำเร็จรูประบบน็อคดาวน์นั้นสามารถทำได้ทั้งอาคารขนาดเล็กจนถึงอาคารขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการเอาตู้ Container มาดัดแปลงใช้ในการทำบ้านน็อคดาวน์ ข้อแตกต่างจากบ้านสำเร็จรูปอื่นๆ ก็คือ บ้านน็อคดาวน์นั้นจะใช้ต้นทุนต่ำกว่าแบบบ้านสำเร็จรูปอื่นๆ เพราะจะติดตั้งด้วยระบบขันน๊อต (Bolt & Nut) เพื่อง่ายต่อการติดตั้งและรื้อถอน แต่ทั้งนี้ก็สามารถทำการติดตั้งแบบถาวรได้ด้วยวิธีการเชื่อม Welding) ซึ่งเป็นแบบบ้านที่ประหยัดเงินในกระเป๋าเนื่องจากราคาไม่แพงและใช้เวลาในการก่อสร้างน้อยมาก

เนื้อหาเบื้องต้นในการติวสถาปัตย์

เนื้อหาเบื้องต้นในการติวสถาปัตย์มีประมาณนี้

ส่วนประกอบที่สำคัญในการออกแบบ (ELEMENTS OF DESIGN) ได้แก่เรื่องเส้น (Line) ทิศทาง (Direction) รูปทรงและรูปร่าง (Form & Shape) ขนาดและสัดส่วน (Size & Proportion) วัสดุและพื้นผิว (Material & Yexture) สีและค่าน้ำหนักอ่อนแก่ (Color & Tone) มวล (Mass) และที่ว่าง (Space)

หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์และหลักการออกแบบพื้นฐาน (COMPOSITION & BASIC DESIGN) ประกอบด้วยเรื่องดุลยภาพ (Balance) เรื่องเอกภาพ (Unity) เรื่องจังหวะ (Rhythm) เรื่องความกลมกลืน (Harmony) ความขัดแย้ง (Contrast) และเรื่องจุดเด่นในการจัดภาพ (Dominance)

ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนมนุษย์กับการออกแบบ (Human Scale) ความเข้าใจสัดส่วนของส่วนประกอบของอาคารพื้นฐาน เช่นสัดส่วนของบันได ประตู หน้าต่าง ทางเดินเท้า หรือเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป โดยให้ศึกษาเปรียบเทียบกับสัดส่วนในการใช้งานของมนุษย์

ความรู้พื้นฐานเรื่องการจัดสวนและพันธุ์ไม้ ควรศึกษาเรื่องประเภทของพันธุ์ไม้ที่ใช้ในการจัดสวน เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ในร่ม ไม้แดด ไม้พุ่ม ไม้ในร่มเงา ฯลฯ

โครงสร้างอาคารพื้นฐาน (Basic Construction) เช่นส่วนประกอบของฐานราก พื้น หลังคา บันได ประตู หน้าต่าง ฯลฯ

ลักษณะของเรือนไทย (Thai Architecture) ประกอบด้วยเรื่อง โครงสร้างของเรือนไทย เหตุผลตามสภาพภูมิอากาศและประโยชน์ใช้สอยของสถาปัตยกรรมแบบไทย

สถาปัตยกรรมเมืองร้อน (Tropical Architecture) ประกอบด้วยเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบสถาปัตยกรรมในเขตเมืองร้อน ได้แก่ ความร้อนและแสงแดด กระแสลม และการระบายอากาศ แสงสว่าง เสียง ความชื้น และฝุ่นละออง ควรศึกษาถึงลักษณะของสภาพแวดล้อมเหล่านี้ และการแก้ปัญหาในการลอกแบบสถาปัตย์

ประวัติศาสตร์และสถาปัตย์ตะวันตก ควรศึกษาลักษณะของสถาปัตยกรรมยุคสมัยต่าง ๆ เช่น ยุคก่อนประวัติศาสตร์, สมัยอียิปต์, สมัยเมโสโปเตเมีย, สมัยกรีก, สมัยโรมัน, สมัยคริสเตียน, สมัยไปเซนไทน์, สมัยโรมาเนสก์, สมัยโกธิค, สมัยเรอเนซองค์, สมัยบารอค รอคโคโค และการเข้ายุคใหม่

ประวัติศาสตร์ศิลปและสถาปัตย์ของไทย แบ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ไทย (ทราราวดี, ศรีวิชัย และ ลพบุรี) และยุคประวัติศาสตร์ไทย (เชียงแสน, สุโขทัย, อู่ทอง, อยุธยา และรัตนโกสินทร์)

ทฤษฎีสี รวมเรื่องจิตวิทยาของสี และการใช้สีในงานสถาปัตยกรรม และงานออกแบบทั่วไป

การเขียนแบบพื้นฐาน ได้แก่ การเขียนภาพไอโซเมตริค (Isometric) การเขียนแบบแสดงรูปด้าน (Orthographic Projection) และการเขียนแบบทัศนียภาพ (Perspective)

การวาดเส้นและการลงน้ำหนักแสงเงา รวมถึงการใช้ลายเส้น หรือทีของดินสอ ในการแสดงแบบทางสถาปัตย์

หลักการเขียน ทัศนียภาพ และการเขียน PRESENTATION ต้องมีความเข้าใจเรื่องการจัดองค์ประกอบและมุมมองของภาพ และฝึกเขียนสิ่งที่ช่วยเสริมบรรยากาศ (Presentation) ให้ภาพดูมีชีวิตชีวา สมจริง ในแบบ (Style) ของงานสถาปัตยกรรม เช่น การเขียน คน รถยนต์ ต้นไม้

ซึ่งนี้ก็เป็นรายละเอียดคร่าวๆว่าในการติวสถาปัตย์นั้นต้องทราบในเรื่องอะไรบ้าง

5 วิธีเอาตัวรอดสำหรับนักการตลาดในยุค AI

ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ อนาคตเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว อย่าไปกลัวมันและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลง หากเรารู้ 5 วิธีรับมือกับการมาของ AI นักการตลาดอย่างเราก็อยู่รอด

1. รู้จักการทำ Search Engine Optimization (SEO), Pay Per Click (PPC) และการซื้อขายโฆษณาโดยใช้ Programmatic AI จะทำให้นักการตลาดมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกับ AI ในอนาคต

2. สามารถเข้าถึงคนที่อยู่ในระบบนิเวศน์ของการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ในยุค AI ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ด้านข้อมูล (Data Partner), ซัพพลายเออร์ทางฝั่งเอเจนซี่, และเทคโนโลยีทุกตัวที่ใช้ทำกิจกรรรมทางการตลาด นั่งจะทำให้นักการตลาดสร้างแบรนด์ให้ได้เปรียบในยุค AI

3. สินค้าทุกตัว (ย้ำว่าทุกตัว) ต้องมีข้อมูลกำกับเหมือนอยู่ในโลกของ SEO ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมของอาหาร ไปจนถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การใส่ข้อมูลให้ละเอียดที่สุดจะทำให้ VPA มีข้อมูลตัดสินใจแทนตัวผู้บริโภคได้ (เพราะในอนาคตผู้บริโภคจะมี VPA) ฉะนั้นนักการตลาดต้องคิดอย่างหนักว่าข้อมูลอะไรที่ต้องติดสินค้าไว้และข้อเสนอแบบไหนที่เข้าท่าที่สุดสำหรับ VPA

4. ความเห็นของผู้บริโภคจะมีความสำคัญต่อนักการตลาดมากขึ้นหลายเท่า เพราะนั้นก็เป็นสิ่งที่ VPA ประจำตัวผู้บริโภคมองหาอยู่ ฉะนั้นการทำแบรนด์ให้แกร่งและเป็นบวกเป็นเรื่องที่สำคัญสุดๆ การทำสินค้าให้มีคุณภาพเนี๊ยบจะสำคัญยิ่งกว่ายุคไหนๆ

5. คนทำโฆษณาจึงต้องเอาข้อมูลของผู้บริโภคมาวิเคราะห์ดูให้ละเอียดก่อนทำโฆษณาตัวนั้น กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายจะได้เห็นโฆษณาน้อยลงกว่าเดิมเยอะ แต่โฆษณาที่ผู้บริโภคเห็นจะเป็นโฆษณาที่ทำมาเฉพาะผู้บริโภคคนนั้นจริงๆ ในอนาคตการตั้งเป้าหมายกลุ่มผู้บริโภคสำหรับโฆษณาจะกลายเป็นความรับผิดชอบที่คนทำโฆษณาต้องซีเรียสกว่าเดิม

ท้ายที่สุดไม่ว่าเราจะชอบการมาของ AI หรือไม่ แต่ด้วยความสามารถของมนุษย์ที่รู้จักปรับตัว เราต้องมีทักษะที่จะทำงานร่วมกับมันถึงจะอยู่รอดในที่สุด

 

แหล่งที่มา

บรรยายของ Chris Stephenson หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และการวางแผนของบริษัทพีเฮชดีวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรมเรเนสซองกรุงเทพ

เครื่องตัดเลเซอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้หลายด้าน

เราสามารถนำเครื่องตัดเลเซอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้หลายด้าน ดังนี้

1. งานอุตสาหกรรม ได้แก่

Marking and Cutting คือการนำแสงเลเซอร์ไปทำให้เกิดเป็นรอยหรือตัดวัสดุ โดยการควบคุมให้ลำแสงเลเซอร์ไปตกยังชิ้นงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปแล้วจะมีระบบเลเซอร์ marking and cutting แบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก คือ
(1) แบบให้ชิ้นงานเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถทำการ mark หรือตัดวัสดุที่มีความละเอียดสูงได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่นการ mark บนตัวไอซี เป็นต้น และ (2) แบบระบบลำแสงเคลื่อนที่ (flying optics) ซึ่งจะนิยมใช้ในระบบที่มีพื้นที่การทำงานขนาดใหญ่และเลเซอร์กำลังสูง
ข้อดีของการใช้เลเซอร์ในงานประเภทนี้คือไม่มีการสะสมความร้อนในวัสดุ ทำให้วัสดุไม่เกิดการบิดงอหลังจากทำการตัดแล้ว
Welding หรือการเชื่อม คือการใช้ความร้อนของลำแสงเลเซอร์มาหลอมละลายวัสดุ 2 ชิ้น ให้เป็นเนื้อเดียวกันในบริเวณที่ถูกลำแสงเลเซอร์
ข้อดีของการใช้เครื่องตัดเลเซอร์ในการเชื่อมคือ จุดที่เชื่อมสามารถกำหนดให้มีขนาดเล็กมาก ๆ ได้ เช่น การเชื่อมเส้นทองจากแผ่นชิปวงจรไอซี และระบบเลเซอร์เชื่อม นอกจากนี้ความร้อนที่ สะสมในวัสดุมีน้อยมาก เนื่องจากเป็นการใช้พลังงานสูงในช่วงเวลาสั้นมาก ๆ จึงสามารถควบคุมและกำหนดคุณลักษณะของบริเวณผิวรอยเชื่อมได้เป็นอย่างดี
Drilling หรือการเจาะ โดยทั่วไปจะใช้เจาะรูที่มีขนาดเล็กมาก ๆ หรือใช้กับวัสดุที่มีความแข็งสูง เช่น เซรามิกส์ เพชร

2. งานด้านการแพทย์ เช่น การผ่าตัวผิวหนัง การผ่าตัดแก้ไขสายตา และแม้กระทั่งการกำจัดมะเร็งที่ผิวหนัง
3. งานด้านการทหาร เช่น ระบบการนำวิถีของจวรด
4. งานด้านการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง

แพคเกจทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวชมทุ่งลาเวนเดอร์

เชื่อว่าทุกคุณต้องเคยเห็นภาพท้องทุ่งลาเวนเดอร์อันแสนงดงามของฮอกไกโด ซ่องภาพส่วนใหญ่ที่ดูงดงามมีเสน่ห์ล่วนถ่ายจาก Farm Tomita (ファーム富田) แห่งเมือง เมืองฟูราโน่(Furano)

ฟาร์มลาเวนเดอร์แห่งนี้มีประวัติยาวยานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 มีวิวทิวทัศที่สวยงามจากฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ(Tokachi mountain) ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรี แบ่งโซนออกเป็นหลากหลายโซน นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องการปลูกลาเวนเดอร์แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังมีการพัฒนาดอกไม้อีกหลากสายพันธุ์ให้ผลิดอกออกใบและสีสันที่สวยสดงดงาม ดังจะเห็นได้จากทุ่งดอกไม้ 7 สีหรือทุ่งอิโรโดริ (Irodori Field) ที่มีทั้งสีม่วง สีขาว สีแดง สีส้ม สีชมพู ฯลฯ งดงามดั่งสายรุ้งเลยทีเดียว

ใกล้ๆกับทุ่งดอกไม้ยังมีร้านกาแฟ ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ซอฟต์ครีมลาเวนเดอร์ที่หลายคนติดอกติดใจ ไปที่นี่ห้ามพลาดรสชาติต้นตำหรับเชียว

ดูแพคเกจเพิ่มเติม : http://www.onlyyoutravel.com/index.php

การเลือกชุดคลุมท้องในช่วงหน้าร้อนให้เหมาะกับคุณแม่

การเลือกชุดคลุมท้องในช่วงหน้าร้อนให้เหมาะกับคุณแม่

* เลือกชุดคลุมท้องที่เป็นผ้าธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี
* เลือกที่เนื้อผ้าบางเบา ใส่สบายตัว ไม่อับ ซึมซับเหงื่อได้ดี เช่น ผ้าสแปนเดกซ์
* เลือกเสื้อผ้าเนื้อนุ่ม ใส่แล้วไม่อึดอัด ไม่ระคายผิว เช่น ผ้าซาติน เรยอง ผ้ายืด
*ไม่เลือกผ้าเส้นใยสังเคราะห์ เช่น ผ้าโพลีเอสเตอร์ ซึ่งยิ่งดูดซับเหงื่อ อมความร้อน
* เลือกผ้ายืดจะช่วยให้รู้สบาย ไม่อึดอัด เพราะจะยืดขยายไปตามสรีระร่างกายที่ขยายขึ้นได้ดี
* ถ้าเป็นคนที่มีผิวแพ้ง่าย หลีกเลี่ยงผ้าขน ผ้าเนื้อหนาๆ ซึ่งใส่แล้วอึดอัดไม่สบายตัว
* ถ้าตั้งครรภ์อ่อนๆ อยู่ สามารถใช้เสื้อผ้า ชุดเดิมที่ใส่เป็นประจำไปก่อน เพราะยังใช้ได้อยู่
* เมื่อท้องโตขึ้นควรใส่ชุดที่หลวมกว่าปกติ อาจเป็นเสื้อผ้าฝ้ายตัวโคร่ง กางเกงผ้าฝ้ายที่ปรับรอบเอวได้
*ถ้าทำงานบริษัทเล็กๆ ใส่ชุดลำลอง เช่น เสื้อยืดกับชุดเอี๊ยม เสื้อหลวมกับกางเกงหลวมมีหูรูด กางเกงชาวเลผูกเชือก
* ถ้าทำงานราชการควรเลือกชุดที่ดูเป็นทางการ อาจสวมสูทหลวมๆ คลุมทับชุดคลุมท้อง
* เลือกหาชุดไว้ออกงาน 1-2 ชุด อาจใส่ได้อีกช่วงหลังคลอด หรือดัดแปลงไว้ใช้ขณะที่ ไม่ได้ตั้งครรภ์
* ถ้าไม่อยากสิ้นเปลืองกับชุดที่ใส่เพียงไม่กี่เดือน ลองหยิบยืมจากญาติพี่น้องที่เพิ่งผ่านการมีลูกแทน
* ถ้าอยากซื้อหรือตัดชุดคลุมท้องเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เลือกชุดที่ดัดแปลงไว้ใช้ในงานอื่นได้ คนไม่ท้องก็ใส่ได้ด้วยนะคะ

ทำเลที่น่าสนใจกรณีของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ

ผู้ลงทุนต้องเป็นนักหาทำเลตัวยง เป็นการอาศัยความเก่งกาจเพียงอย่างเดียวนี้มองหาทำเลที่คาดหวังถึงการทำเงิน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการทำเป็นอาชีพหลักไม่ใช่อาชีพเสริม เพราะการทำเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ต่อเดือนเลี้ยงตัวนั้นต้องลงทุนขั้นต่ำที่ 10 ตู้บางคนมากถึง 40 ตู้ ฉะนั้นทำเลเป็นสิ่งสำคัญมาก

ทำเลที่น่าสนใจกรณีของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ในขณะนี้คือ คอนโด อพาร์ทเม้นท์ และหมู่บ้านจัดสรรของการเคหะ หากตั้งอยู่ในย่านหรูก็สามารถทำเงินได้มากจากราคาขายปกติต่อลิตรที่ 1 บาทในบางทำเลอาจทำราคาได้มากกว่านี้เป็นลิตรละ 1.50 บาท

แต่ถ้าเป็นตู้เดิมเติมเงินมือถือ ทำเลที่ตั้งนอกจากจะอิงแหล่งชุมชนแล้ว ต้องอิงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เติมเงินครั้งละไม่มากแต่บ่อยครั้งต่อวัน
ส่วนโอกาสทำเลในอนาคต ขยายตามขอบชุมชนเมือง ไปตามอสังหาริมทรัพย์ที่โต แม้แต่ชุมชนโรงงาน